2005/Jul/04

เบื่อจังนั่งเขียนไปชม.กว่าๆ ดันกดลากผิด... หายหมดเล่น (ขอบ่นก่อน)

เริ่มต้นมาตอบคำถามคาใจหลายๆคนจาก blog ที่แล้วก่อน
ทีแรกเค้าให้คนที่ถามยกตัวอย่างว่าเกมอะไรที่เค้าคิดว่าดีมาเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบ... มันตอบว่า HALO

คือคำตอบมันสรุปความมาได้ประมาณว่า
ลักษณะเกม EA นั้นหวังเป้าหมายไว้หลายกลุ่ม ซึ่งไม่ใช่ทุกกลุ่ม.... ผู้หญิงหลายคนเล่นเกม The Sims ในขณะที่เค้าไม่เคยเสียเวลาไปเล่น HALO เลยแม้แต่นาทีเดียว หรือเด็กๆ แฟน Harry Potter ก็ซื้อเกม Harry Potter ไปเล่นโดยที่เค้าอาจจะไม่รู้จัก HALO ด้วยซ้ำ... แล้วถ้าเราไม่ทำ The Sims หรือ Harry Potter แล้ว กลุ่มพวกนี้เค้าจะเล่นเกมอะไร ?

ซึ่งผมว่ามันก็เป็นเหตุผลที่ฟังดูดี และถูกต้อง และถูกที่สุดในความเป็น EA ที่จะวิเคราะห์ให้ดูในช่วงที่ 2

...........

ช่วงที่ 2 วิเคราะห์ EA Games

ผมมองว่า EA ไม่ได้เป็น Studio ผลิตเกม... แต่เป็นบ.ทาง Marketing มากกว่า
ตั้งแต่ EA ตั้งมาปี 1982 ... ผมว่าเกมมันขายได้เรื่อยๆ แต่ที่ EA ยิ่งใหญ่ทุกวันนี้ เพราะมาจากการทำตลาด และการรู้จักเลือกซื้อค่ายเกมอื่นๆ มาไว้ทำเกมขายมากกว่า
EA เองมองเกมว่าเป็น Product (ในวันประชุมวันที่ 2 มีคนตะโกนบอกให้ทางผู้บริหาร กรุณาเรียกเกมว่าเกม อย่าเรียกว่า Product) ซึ่ง ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว มันต้องมองว่า ทำอย่างไร Product ถึงจะขายได้ และขายดี... ไม่ใช่ทำยังไงให้เกมสนุก

เท่าที่ลองศึกษา model การออกเกมของ EA ดู ผมพบว่า EA ชอบตลาดที่มีความเสี่ยงน้อย.... เกมที่ออกมาจะมีหลักประกันบางอย่างว่ามันจะขายได้แน่ๆ อยู่ ซึ่งแยกออกได้เป็น

1. เกมกีฬา: แนวเกมกีฬาในไทยจะขายดีก็คงมีแต่ Fifa กับ Winning 11 เพราะบ้านเราบ้าแต่บอล... แต่ที่เมกาที่เป็นตลาดใหญ่สุดของ EA มันบ้ากีฬากันหลายอย่าง ... ซึ่งมันไม่แปลกที่เกมแนวนี้เป็นเกมที่ทำตลาดหลักของ EA ... แต่เพื่อความแน่ใจว่าเกมมันขายได้ เมื่อเทียบกับเกมกีฬาชนิดเดียวกันกับค่ายอื่น ... EA เพิ่มความมั่นใจด้วยการใช้ License ของกีฬานั้นๆ มาเพิ่มให้กับชื่อเกม... เช่น ฟุตบอล ก็ต้องเป็น Fifa... บาส ก็ต้องเป็น NBA.... อเมริกันฟุตบอล ต้องเป็น NFL หรือ กอล์ฟ ต้องใช้ชื่อ Tiger Wood.... คือ ชื่อพวกนี้ต้องเสียเงินเป็นล้านๆ ในการเซ็นสัญญาที่จะมีสิทธิใช้ชื่อแต่เพียงผู้เดียวในการผลิตเกมออกมานะคับ... เงินเป็นล้านๆที่เสียไปนี้ ถ้าถามว่ามันจะทำให้ Game Play ของเกมพวกนี้เปลี่ยนไปหรือเปล่า.... เปล่าเลย แต่มันทำให้แน่ใจว่าเกมขายได้มากขึ้น

2. เกมดีจากที่เดิม: สายเกมนี้คือผมมองว่าเป็นการให้ค่ายเดิมที่มีเกมดีๆ ที่ถูกซื้อมาแล้วทำเกมต่อยอดต่อๆไป โดยไม่ต้องมีปัญหาคาใจว่าเกมนี้จะขายได้หรือเปล่า เพราะ พื้นฐานเดิมมันมีมาอยู่แล้ว เช่น เกมตระกูล Sim ของ Maxis หรือ เกมตระกูล Command & Conquer ของ Westwood... เกมพวกนี้ก็คงออกภาคใหม่ หรือเกมใหม่ๆที่เป็นสายเดียวกันได้ต่อไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะเกมของ Maxis ที่ดูเหมือนจะเป็นค่ายเดียวที่สามารถใช้ชื่อและ Logo ได้อย่างโอ่อ่าที่สุดในบรรดาค่ายเกมที่ถูก EA ซื้อมา เพราะเค้ามีเกมอย่าง The Sims ที่ขายดิบขายดี ทั่วโลก และเป็นเกมที่เปิดตลาดนักเล่นเกมผู้หญิงได้อย่างมากเป็นเกมแรก

3. เกมจากหนังดัง: เกมนี้ก็ประกันว่าเกมจะขายได้ เพราะมีชื่อหนังดังๆ มาช่วยไว้ อย่างน้อยก็ขายแฟนหนังได้แน่ๆ ... เกมพวกนี้ก็ต้องเสียค่า License ให้กับค่ายหนังเหมือนกัน... ส่วนแนวเกมก็จะเห็นว่าไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ไปจากเกมที่มีอยู่ เช่น Harry Potter มันก็แนวๆ เกม Tomb Raiders หรือ Godfather ก็เป็นเกมแนวๆ GTA.... เพียงแต่การใช้ชื่อหนังมาแปะบนชื่อเกม ก็ช่วยประกันความเสี่ยงได้ระดับนึง (ถึงแม้หนังขายดีอย่าง LOTR แต่เป็นเกมแล้ว แป้กมาก)

4. เกมที่ใช้แนวเกมอื่น: Godfather เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆ และทาง EA เองก็ยอมรับว่าเกมนี้คือ GTA (Grand Thef Auto) ของ EA เนื่องจาก GTA เป็นเกมที่ขายดีถล่มทลาย เป็นเกมที่ขายดีที่สุดในเมกาในรอบ 10 ด้วยยอดขาย 6.3 ล้านชุด.... EA อยากมี GTA เป็นของตัวเอง และเพื่อประกันว่า GTA ของตัวเองจะขายได้ เลยใช้สูตรข้อ 3 มาช่วยเสริม จนกลายเป็น Godfather .... หรือเกมแนว FPS (First Person Shooting) ที่ตลาดเมืองไทย และตลาดเมกาขายดีมากๆ (แต่ตลาดญี่ปุ่นไม่รับเกมแนวนี้เลย) ซึ่งมันมีเกมอื่นกรุยทางมาก่อนแล้ว และเห็นว่ามันขายได้ขายดี... EA ก็ออกเกม Medal of Honor และ Battlefield ออกมา

จะเห็นว่าสูตรเกม EA ส่วนใหญ่ไม่หนีไปจากนี้มากนัก... ซึ่งผมมองว่าเป็นการหวังตลาดที่มีความเสี่ยงค่อนข้างน้อย... ซึ่งถ้ามอง GTA ของ Rockstar ผมว่าเป็นการออกเกมที่มีความเสี่ยงสูง เพราะเป็นแนวเกมรูปแบบใหม่ที่ตลาดอาจจะไม่รับก็ได้... และแถมยังเป็นเกมติด rate M ที่จำกัดกลุ่มลูกค้าไปโดยปริยายอีก... แต่เกมนี้เป็นตลาดแบบ High risk High return มากๆ ... และทำให้ EA ต้องออกเกม Godfather ออกมา เป็นเกม rate M เกมแรกของค่าย

ตลาดใหญ่สุดของ EA คือ อเมริกาเหนือ ซึ่ง ถ้าวิเคราะห์กลุ่มตลาดแล้วจะต่างกับเอเซียอยู่มาก... ถึงแม้ตลาดเกมเมืองไทยจะเป็นแนวผสม เมกา - ญี่ปุ่น (ตามสไตล์ไทยๆที่รับอะไรมาหมดง่ายๆ) แต่ผมก็ยังมองว่าตลาดเกมเมืองไทยยังอิงไปทางญี่ปุ่นมากกว่าเมกา เลยอาจจะมี Ga